|
JY.
รากฐานในวัยเยาว์กับจุดเริ่มต้นของความหลงใหล : ในวัยเด็กหรือ
สภาพแวดล้อมรอบตัว มีบุคคล เหตุการณ์ หรือความทรงจำที่เป็นตัวเร่งปฎิกิริยา
สำคัญ
ที่ทำให้เริ่มสนใจในโลกของศิลปะ
และความสนใจในตอนนั้น
แตกต่างหรือ
ส่งผลต่ออัตลักษณ์ของผลงานป๊อปเซอร์เรียลในปัจจุบันอย่างไร
SA.
จุดเริ่มต้นของความหลงใหลในศิลปะของดิฉันมาจากความชอบวาดภาพตาม
จินตนาการตั้งแต่วัยเด็ก จำได้ว่าก่อนเข้าอนุบาล
ดิฉันมักวาดรูปลงบนทุกสิ่งที่อยู่
ใกล้ตัว ไม่ว่าจะเป็นสมุด กระดาษ หนังสือพิมพ์ หรือพื้นที่ว่างใด ๆ
หากมีดินสอ
หรือสีไม้ ก็จะหยิบขึ้นมาวาดทันที คุณแม่จึงมักซื้อสมุดระบายสีมาให้ และดิฉัน
สามารถนั่งระบายสีได้ทั้งวันโดยไม่รู้สึกเบื่อ
คุณแม่เป็นคนแรกที่สอนให้ดิฉันวาดรูป
ภาพแรกที่จำได้คือรูปหมูหันหลังที่แม่เป็น
คนสอนวาด แม้จะเป็นเพียงภาพเล็กๆ ในความทรงจำ แต่เมื่อมองย้อนกลับไป
ดิฉันรู้สึกว่ามันเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของความสัมพันธ์ระหว่างดิฉันกับศิลปะ
หลังจากนั้นไม่นาน แม่กลายเป็นคุณแม่เลี้ยงเดี่ยว
ชีวิตของเราต้องเผชิญกับความ
เปลี่ยนแปลงและความเหนื่อยล้ามากขึ้น
ช่วงเวลานั้นดิฉันยังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจ
จึงเคยตีความความเงียบและความห่างเหินของแม่ว่าเป็นเพราะตัวดิฉันเองเป็น
ภาระ แต่เมื่อเติบโตขึ้น
ดิฉันจึงเข้าใจว่าแม่เพียงกำลังพยายามรับมือกับชีวิตและ
ความรู้สึกต่าง ๆ ด้วยตัวเอง
ศิลปะจึงค่อย ๆ
กลายเป็นสิ่งที่อยู่กับเราในช่วงเวลาที่ความสัมพันธ์และการสื่อสาร
กับคนรอบข้างไม่ใช่เรื่องง่าย การวาดรูปทำให้ดิฉันมีสมาธิ
และสามารถจดจ่ออยู่
กับสิ่งหนึ่งได้เป็นเวลานาน ในขณะเดียวกัน
ศิลปะก็เป็นสิ่งที่เข้าถึงได้ง่ายและไม่
จำเป็นต้องใช้ต้นทุนสูงมาก สีไม้ที่แม่พอจะซื้อให้ได้ สามารถนำมาสร้างทั้ง
ภาพวาดและของเล่นต่าง ๆ เช่น ตุ๊กตากระดาษ บ้านตุ๊กตาจากกระดาษลัง
หรือรถ
จากกล่องกระดาษ ดิฉันจึงไม่ได้มองศิลปะเป็นเพียงการวาดภาพ
แต่เป็นวิธีสร้าง
โลกใบเล็ก ๆ ขึ้นมาด้วยตัวเอง
เมื่อเติบโตขึ้น การวาดรูปเริ่มมีความหมายมากกว่าความสนุก
มันกลายเป็นพื้นที่ที่
ดิฉันใช้หลบพักจากโลกภายนอก ทั้งสังคมในโรงเรียนและความรู้สึกบางอย่าง
ภายในครอบครัว การสนทนากับผู้อื่นค่อยๆ กลายเป็นเรื่องยาก
ดิฉันมักกังวลว่าจะ
ทำให้คนอื่นรู้สึกอึดอัด จึงเลือกกลับมาอยู่กับการวาดรูป เพราะในโลกของ
ภาพวาด ดิฉันไม่จำเป็นต้องอธิบายตัวเองให้ใครเข้าใจ
และสามารถสร้างสิ่งต่าง ๆ
ขึ้นมาได้ตามจินตนาการ
ดิฉันคิดว่าประสบการณ์เหล่านี้มีส่วนสำคัญต่ออัตลักษณ์ของผลงานป๊อปเซอร์
เรียลในปัจจุบัน โดยเฉพาะการสร้างโลกที่อยู่ระหว่างความจริงกับความฝัน
โลกที่
มีทั้งความงาม ความมหัศจรรย์ และความรู้สึกบางอย่างที่อธิบายได้ยาก ตัว
กระต่ายในผลงานของดิฉันเองก็มีจุดเริ่มต้นจากความทรงจำในวัยเด็ก
เป็นตัวละคร
ที่ทำหน้าที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบัน
และพาดิฉันกลับไปสู่โลกแห่งจินตนาการที่
เคยเป็นพื้นที่ปลอดภัย
สำหรับดิฉัน ศิลปะจึงไม่ใช่เพียงการสร้างภาพที่สวยงาม
แต่เป็นการสร้างพื้นที่เล็ก
ๆ ภายในใจที่ทำให้เราสามารถกลับมาอยู่กับตัวเองได้อีกครั้ง เป็นพื้นที่ของความ
ฝัน ความรัก ความดีงาม และการเยียวยาความรู้สึกบางอย่างที่อาจยังไม่สามารถ
ถ่ายทอดออกมาเป็นคำพูดได้
JY.
อิทธิพลจากการศึกษาในระบบ กับการค้นพบตัวตน : ในช่วงที่เรียนศิลปะใน
ระดับมหาวิทยาลัย สภาพแวดล้อมทางวิชาการ หลักสูตร หรือคำชี้แนะจาก
อาจารย์ท่านใดที่มีส่วนสำคัญในการหล่อหลอมวิธีคิด และช่วยให้เปลี่ยนผ่านจาก
นักศึกษา สู่การค้นพบเทคนิค Embroidery art
ที่กลายเป็นลายเซ็นเฉพาะตัวใน
เวลาต่อมา เช่น ศิลปินที่ได้ทำงานด้วย หรือรางวัลที่ได้รับ
SA.
ในช่วงที่เรียนศิลปะ ดิฉันยังไม่เข้าใจความหมายของคำว่า “การค้นหาตัวตน”
อย่างชัดเจน รู้เพียงว่าต้องทำงานให้เสร็จตามกำหนดเวลา นำเสนอผลงาน และ
รับฟังคำวิจารณ์จากอาจารย์หลายท่าน
แม้จะพยายามค้นหาจุดเด่นของตัวเองอยู่
เสมอ แต่ก็ยังไม่พบคำตอบที่ชัดเจน
จนบางครั้งคิดว่าตัวเองอาจเป็นคนเรียนรู้ช้า
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในช่วงปีที่ 4 ขณะเรียนอยู่ในสาขาวิชาจิตรกรรม
ดิฉันมี
หน่วยกิตวิชาเลือกเสรีที่ยังขาดอยู่อีกหนึ่งวิชา จึงต้องหาวิชาลงทะเบียน ในเวลา
นั้นมีวิชาแกะหิน แกะไม้ แฟชั่นดีไซน์ และ Fabric Art ให้เลือก
ดิฉันไม่ได้รู้สึกว่า
ตัวเองถนัดหรือสนใจเป็นพิเศษในวิชาเหล่านี้
แต่ในวันนั้นมีเพียงอาจารย์ผู้สอน
วิชา Fabric Art ที่ดิฉันได้พบ และท่านยินดีเซ็นเปิดรหัสวิชาเก่าให้
จึงทำให้ดิฉัน
ได้เข้าเรียนกับท่าน
อาจารย์ท่านนั้นคือ รองศาสตราจารย์พรพรม ชาววัง ซึ่งต่อมาได้เป็นอาจารย์ที่
ปรึกษาทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโทของดิฉัน
ก่อนหน้านั้น ดิฉันเคยรู้สึกเกร็งเวลาเรียนกับอาจารย์ เพราะท่านเป็นคนพูดน้อย
สี
หน้าและน้ำเสียงค่อนข้างนิ่ง แต่เมื่อได้เรียนในวิชา Fabric Art
ดิฉันกลับได้เห็น
อาจารย์ในมุมที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อน ท่านเป็นคนที่มองเห็นศักยภาพของนักศึกษา
และรู้จักให้กำลังใจในจุดที่เรายังขาดความมั่นใจ
อาจารย์เคยบอกดิฉันว่า “สุนิษามีเซนส์ในการเลือกสีและลายผ้าที่ดีนะ” คำพูด
สั้นๆ นี้มีความหมายกับดิฉันมาก เพราะในช่วงเวลานั้น
ดิฉันแทบไม่มีความมั่นใจ
ในการนำเสนอผลงานของตัวเองเลย การที่อาจารย์มองเห็นบางสิ่งในงานของ
ดิฉัน
ทำให้ดิฉันเริ่มเชื่อว่าตัวเองอาจมีความสามารถบางอย่างที่ยังไม่เคยค้นพบ
จากเดิมที่การทำงานศิลปะเป็นเรื่องที่ต้องพยายาม ดิฉันเริ่มรู้สึกสนุกกับการ
ทดลองมากขึ้น ผลงานมีความน่าสนใจและมีความเป็นตัวเองมากขึ้น อาจารย์จึง
แนะนำให้ดิฉันลองนำเทคนิคงานผ้ามาใช้แทนการเพ้นท์ ซึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้น
สำคัญของการค้นพบเทคนิคที่ต่อมาพัฒนาเป็น Embroidery Art ในปัจจุบัน
ในช่วงที่เรียนเอกจิตรกรรม ดิฉันทำงานเกี่ยวกับสวนสนุกในจินตนาการ
เป็นภาพที่
มีสีสันสวยงาม มีการจัดวางพื้นที่ที่น่าสนใจ แต่เมื่อมองกลับไป
ดิฉันรู้สึกว่างาน
เหล่านั้นมีบรรยากาศที่เหงาและวังเวง แม้จะพยายามใส่ตัวละครเข้าไป แต่ก็ไม่
สามารถหาตำแหน่งที่เหมาะสมได้ ดิฉันกลัวว่าตัวละครจะทำให้ภาพดูรก หรือ
รบกวนพื้นที่ของงาน จึงเลือกปล่อยให้สวนสนุกเหล่านั้นว่างเปล่า
ในเวลานั้นดิฉัน
ยังไม่เข้าใจว่าทำไมจึงไม่สามารถใส่ตัวละครอื่นเข้าไปในภาพได้
แต่เมื่อเติบโตขึ้น
จึงเริ่มเข้าใจตัวเองมากขึ้นว่า
ความรู้สึกโดดเดี่ยวและการมีโลกภายในที่ค่อนข้าง
ชัดเจน อาจเป็นส่วนหนึ่งที่สะท้อนอยู่ในงานโดยที่เราไม่รู้ตัว
การที่อาจารย์แนะนำให้ใช้เทคนิคงานผ้าแทนการเพ้นท์ จึงไม่ได้เป็นเพียงการ
เปลี่ยนวัสดุหรือกระบวนการทำงาน แต่เป็นการเปิดโอกาสให้เราได้ค้นพบวิธี
ถ่ายทอดความรู้สึกและจินตนาการในแบบที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น
ลวดลายของผ้า
สีสัน และพื้นผิว
ช่วยสร้างบรรยากาศให้สวนสนุกในจินตนาการมีความสนุกและมี
ชีวิตชีวาในแบบของตัวเอง แม้จะไม่มีตัวละครใด ๆ อยู่ในภาพก็ตาม
นอกจากอาจารย์พรพรมแล้ว ยังมีอีกคนหนึ่งที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการ
ก้าวเข้าสู่เส้นทางศิลปินของดิฉัน คือ คุณเม่น กุลเชษฐ์ ขาวไชยมหา ซึ่งเรา
เรียนป.โท ภาควิชาประยุกตศิลปฯรุ่นเดียวกัน
และเริ่มทำงานศิลปะร่วมกันมาตั้งแต่
ช่วงเรียนปริญญาโท
ก่อนหน้านั้น
ดิฉันไม่เคยรู้มาก่อนว่าการทำงานศิลปะสามารถเป็นอาชีพได้อย่าง
จริงจัง ดิฉันรักการวาดรูปและชอบสร้างผลงาน แต่ยังไม่เคยมองเห็นภาพว่า
ผลงานที่เราทำขึ้นมานั้นสามารถนำไปขาย
หรือกลายเป็นอาชีพที่เลี้ยงตัวเองได้
คุณเม่นเป็นคนที่ช่วยเปิดมุมมองนี้ให้ดิฉัน
เขาคอยแนะนำและสอนทั้งเรื่องแนวคิด
องค์ประกอบศิลป์ การสร้างงานให้มีความงาม และความตั้งใจในการทำงาน เขา
ทำให้ดิฉันเข้าใจว่าการเป็นศิลปินไม่ได้หมายถึงเพียงการมีความสามารถในการ
วาดรูป แต่ต้องมีความรับผิดชอบต่อผลงาน มีการพัฒนาตัวเอง และมองเห็น
คุณค่าของสิ่งที่เราสร้างขึ้นมา
การได้ทำงานศิลปะไปด้วยกัน ทำให้ดิฉันค่อยๆ
เปลี่ยนจากคนที่วาดรูปเพราะชอบ
มาเป็นคนที่ตั้งใจสร้างผลงานอย่างจริงจัง เราแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
วิจารณ์งาน
และเรียนรู้จากกันและกันมาตลอด ตั้งแต่ช่วงเรียนปริญญาโทจนถึงปัจจุบัน
เมื่อมองย้อนกลับไป ดิฉันรู้สึกว่าการค้นพบตัวตนทางศิลปะไม่ได้เกิดขึ้นจากคน
เพียงคนเดียว แต่เกิดจากทั้งการศึกษา อาจารย์ผู้มองเห็นศักยภาพของเรา และ
คนใกล้ตัวที่ช่วยให้เราเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ
อาจารย์พรพรมเป็นผู้เปิดประตูให้ดิฉันค้นพบภาษาทางศิลปะของตัวเอง ขณะที่
คุณเม่นเป็นคนที่ช่วยให้ดิฉันมองเห็นว่าภาษานั้นสามารถพัฒนาเป็นอาชีพได้จร
ิง
จากจุดเริ่มต้นของงานผ้าในวันนั้น
ค่อยๆพัฒนาเป็นการสร้างผลงานด้วยเส้นด้าย
และการปักด้วยมือ ซึ่งกลายเป็นลายเซ็นเฉพาะตัวของเราในเวลาต่อมา
สำหรับดิฉัน การค้นพบตัวตนจึงไม่ใช่การค้นหาคำตอบให้เจอในทันที
แต่เป็นการ
ค่อย ๆ เติบโตผ่านการทำงาน การทดลอง
และการมีใครบางคนมองเห็นศักยภาพ
ในตัวเรา ก่อนที่เราจะมองเห็นมันด้วยตัวเอง
JY.
คุณต้องเรียนรู้ความรู้อะไรด้วยตัวเองบ้าง เพื่อก้าวข้ามวิธีคิดแบบเดิม ๆ และ
แสดงให้เห็นว่า “เส้นด้าย” สามารถมีพลังในการเล่าเรื่องได้เช่นเดียวกับฝีแปรง
?
SA.
หลังจากจบปริญญาโท ดิฉันได้นำผลงานวิทยานิพนธ์ชุด
“บทกวีแห่งฤดูกาล” ไปจัดแสดงที่ Cassia Gallery
โดยได้รับความอนุเคราะห์จาก
ท่านทูตวรพจน์ และคุณพัชรินทร์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
ซึ่งเป็นเจ้าของแกลเลอรี
ผลตอบรับจากการจัดแสดงครั้งนั้นดีมาก และเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ดิฉันรู้สึกว่า
ความพยายามในการทำงานศิลปะของตัวเองได้รับการมองเห็น
ดิฉันใช้เวลาทำวิทยานิพนธ์อยู่ 2 ปี ทำให้ใช้เวลาเรียนปริญญาโททั้งหมด 5
ปี
ในช่วงนั้นมีทั้งครอบครัวและเพื่อนบางคนที่ไม่เข้าใจ
และมองว่าเราใช้เวลาเรียน
มากเพราะติดเล่นหรือติดเที่ยว
แต่สำหรับดิฉันการทำงานศิลปะเป็นกระบวนการที่
ต้องใช้เวลา และไม่สามารถเร่งให้เสร็จได้เพียงเพราะต้องการให้ทันกำหนด
ดิฉันจึงเลือกตอบคำถามเหล่านั้นด้วยคุณภาพของผลงานมากกว่าการอธิบาย
เพราะเชื่อว่าผลงานจะเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจและความพยายามของ
เราได้ดีที่สุด
การทำงานชุดนั้นทำให้ดิฉันได้เรียนรู้ว่า การเลือกใช้ผ้าเป็นวัสดุหลักไม่ได้
หมายความว่ากระบวนการจะง่ายกว่าการเพ้นท์เลย ตรงกันข้าม
การต้องตัดและต่อ
ผ้าชิ้นเล็ก ๆ นำมาซ้อนทับกันเพื่อสร้างมิติของแสงเงาและค่าน้ำหนัก เป็น
กระบวนการที่ใช้เวลามาก รวมถึงการย้อมผ้าเพื่อให้ได้สีและน้ำหนักที่ต้องการ
ซึ่ง
ต้องทดลองหลายครั้งกว่าจะได้ผลลัพธ์ที่พอใจ
เมื่อเปรียบเทียบกับการเพ้นท์
เราสามารถผสมสีขาวหรือสีดำเพื่อปรับค่าน้ำหนักได้
โดยตรง แต่การทำงานกับผ้าต้องอาศัยทั้งการเลือกวัสดุ การย้อม
และการทดลอง
ซ้ำ ๆ จนบางครั้งดิฉันรู้สึกเหนื่อยและอยากกลับไปเพ้นท์เหมือนเดิม
ดิฉันจึงลอง
กลับมาเพ้นท์อีกครั้ง และรู้สึกผ่อนคลายกับการผสมสีที่ทำได้รวดเร็วขึ้น
แต่เมื่อ
กลับมามองผลงานของตัวเอง ก็พบว่ายังไม่สามารถค้นหาจุดเด่นหรือเอกลักษณ์
ในการเพ้นท์ได้อย่างที่ต้องการ
ตอนนั้นดิฉันจึงย้อนกลับมาถามตัวเองว่า จริง ๆ แล้วที่อยากเลิกทำงานผ้า เป็น
เพราะอะไร คำตอบคือ ดิฉันไม่ได้เบื่อการสร้างงานด้วยผ้า แต่รู้สึกเหนื่อยกับ
กระบวนการตัดต่อผ้าชิ้นเล็ก ๆ และการย้อมผ้าที่มีขั้นตอนค่อนข้างมาก รวมถึง
ปัญหาฝุ่นจากผ้าที่ส่งผลต่อสุขภาพของดิฉันด้วย
จนวันหนึ่ง ดิฉันเหลือบไปเห็นกล่องลิ้นชักที่เก็บด้ายหลากสี
ซึ่งเรียงเฉดสีไว้อย่าง
สวยงาม ด้ายเหล่านั้นทำให้ดิฉันนึกถึงหลอดสีที่เคยใช้ในการเพ้นท์ และเกิด
ความคิดขึ้นมาว่า “ถ้าเรานำด้ายมาใช้แทนสีล่ะ?”
ก่อนหน้านั้น ดิฉันใช้ด้ายเพื่อสร้างลวดลายและตกแต่งบรรยากาศของภาพ
แต่ครั้ง
นี้ดิฉันเริ่มนำด้ายมาใช้แทนสีโดยตรง
ใช้การเรียงร้อยและทับซ้อนของเส้นด้ายแต่
ละเฉดเพื่อสร้างค่าน้ำหนัก แสง และเงา
การค้นพบครั้งนี้ทำให้ดิฉันรู้สึกว่า สิ่งที่ต้องการกลับมาเพ้นท์นั้น
แท้จริงแล้วอาจ
ไม่ใช่การกลับไปใช้สีน้ำมัน แต่คือการกลับไปใช้วิธีคิดแบบจิตรกร
นั่นคือการใช้สี
เพื่อสร้างภาพและถ่ายทอดความรู้สึก
เพียงเปลี่ยนจากสีบนจานผสมมาเป็นสีที่อยู่
ในเส้นด้าย
จากจุดนั้น ดิฉันจึงเริ่มพัฒนาเทคนิคการปักด้วยมืออย่างจริงจัง
ทดลองเลือกเฉดสี
การเรียงเส้นด้าย และการซ้อนทับเพื่อสร้างมิติของภาพ จนค่อย ๆ กลายเป็น
ภาษาทางศิลปะที่เป็นของตัวเอง
แม้กระบวนการทำงานอาจไม่ได้รวดเร็วขึ้น และบางครั้งใช้เวลานานกว่าเทคนิค
เดิมด้วยซ้ำ เพราะเส้นด้ายมีขนาดเล็กและต้องปักทีละเส้น ทีละสี แต่ดิฉันกลับ
รู้สึกว่ามันตอบโจทย์ความต้องการในการสร้างงานของตัวเองได้มากกว่า
สำหรับดิฉัน เส้นด้ายจึงไม่ได้เป็นเพียงวัสดุสำหรับงานฝีมือ
แต่เป็นวัสดุที่สามารถ
สร้างภาพ สร้างบรรยากาศ และถ่ายทอดความรู้สึกได้ไม่ต่างจากสีหรือฝีแปรง
ทุกเส้นที่ปักลงไปเป็นการค่อย ๆ ร้อยเรียงความคิด ความฝัน และเรื่องราว
ผ่าน
กระบวนการที่ต้องอาศัยทั้งเวลา ความอดทน และความตั้งใจ
ดิฉันคิดว่าการก้าวข้ามกรอบความคิดเดิมไม่ได้หมายถึงการต้องเปลี่ยนจากงาน
วัสดุทุกชนิดมีศักยภาพทางศิลปะ หากศิลปินสามารถค้นพบวิธีใช้มันเพื่อสื่อสาร
ความคิดและความรู้สึกของตัวเองได้อย่างชัดเจน
และสำหรับดิฉัน เส้นด้ายคือวัสดุที่ทำให้สามารถถ่ายทอดโลกแห่งความฝันและ
ความทรงจำออกมาเป็นภาพได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด
JY.
ในช่วงแรกของการเรียนรู้และพัฒนาการทำงานของคุณ คุณใช้เวลามากกับ
การทดลองและการลองผิดลองถูก รวมถึงผลงาน Collage ในช่วงแรก บทเรียน
สำคัญหรือความล้มเหลวใดที่คุณมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในการทำให้เทคนิ
ค
การปักของคุณมีความคมชัดและมีมิติมากขึ้นจนเป็นอย่างที่เห็นในปัจจุบัน?
SA.
ช่วงแรกของการทำงานกับผ้า ดิฉันเริ่มจากการทำ Collage โดยนำผ้าที่มี
ลวดลายและสีสันต่าง ๆ มาตัดและปะติดกันอย่างอิสระ เป็นช่วงที่ดิฉันรู้สึกสนุก
มาก เพราะเหมือนเราไม่ได้เริ่มต้นจากการผสมสีบนจานสี แต่เริ่มจาก “สีและ
ลวดลายที่มีอยู่แล้ว” แล้วนำมาจินตนาการและสร้างภาพในแบบของตัวเอง
แต่เมื่อทำงานไปเรื่อยๆ ทำให้พบข้อจำกัดสำคัญอย่างหนึ่ง คือ
ขอบของผ้าที่เย็บ
ติดกันมีความแข็งและมีค่าน้ำหนักเท่ากัน ทำให้การสร้างระยะใกล้–ไกล
และการ
ผลัก–ดึงพื้นที่ในภาพทำได้ค่อนข้างยาก
งานจึงมีลักษณะเป็นพื้นผิวที่วางอยู่ใน
ระนาบเดียวกันมากเกินไป
ปัญหานี้กลายเป็นจุดที่ทำให้ดิฉันเริ่มทดลองมากขึ้น โดยหันมาย้อมสีผ้าด้วย
ตัวเอง เพื่อให้สามารถควบคุมสี น้ำหนัก และความเข้มอ่อนได้ละเอียดกว่าเดิม
และนำมาใช้ในการสร้างระยะและพื้นที่ว่างของภาพให้มีมิติมากขึ้น
ขณะเดียวกันก็
เริ่มใช้เส้นด้ายเข้ามาตกแต่งและเดินเส้นตกแต่งเป็นลวดลาย
ในช่วงนี้ดิฉันได้รับ
แรงบันดาลใจจากเทคนิค Quilts ซึ่งทำให้มองเห็นความเป็นไปได้ของการนำผ้า
แต่ละชิ้นมาประกอบกัน ไม่ใช่เพียงในฐานะวัสดุ แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้าง
และภาษาของภาพ ดิฉันจึงค่อย ๆ ทดลองต่อยอดจากการปะติดผ้า ไปสู่การสร้าง
พื้นผิว แสงเงา และพื้นที่ในภาพที่ซับซ้อนขึ้น
เมื่อมองย้อนกลับไป ดิฉันคิดว่าความผิดพลาดและข้อจำกัดในช่วงแรกมี
ความสำคัญมาก เพราะถ้างาน Collage ในตอนนั้นไม่มีปัญหาเรื่องความแข็งของ
ขอบผ้า เราอาจไม่ได้เริ่มทดลองย้อมผ้า และอาจไม่ได้ค้นพบวิธีสร้างมิติของภาพ
ด้วยวัสดุที่ตัวเองมีอยู่ และจากการทดลองเหล่านี้ เทคนิคก็พัฒนาต่อมาเรื่อยๆ
จน
มาถึงงานในปัจจุบันที่ใช้ เส้นด้ายแทนการระบายสี
โดยเลือกและเรียงเส้นด้ายที
ละสี ทีละน้ำหนัก เพื่อสร้างแสง เงา สี และบรรยากาศของภาพ
ดิฉันตั้งชื่อแนวทางการทำงานของตัวเองว่า “Embroidery Art”
เพราะสำหรับเรา
แล้ว การปักไม่ได้เป็นเพียงงานฝีมือหรือการตกแต่งผ้าอีกต่อไป แต่เป็นวิธีการ
“ระบายสีด้วยเส้นด้าย” และเป็นภาษาทางศิลปะที่ค่อยๆ
พัฒนามาจากการทดลอง
ผิดลองถูกตลอดเส้นทางที่ผ่านมา
สิ่งที่ดิฉันได้เรียนรู้คือ
บางครั้งข้อจำกัดของวัสดุไม่ได้เป็นสิ่งที่ขัดขวางการสร้าง
งาน แต่กลับเป็นตัวผลักให้เราเกิดคำถามใหม่ และคำถามเหล่านั้นเองอาจพาเรา
ไปพบเทคนิคที่กลายเป็นเอกลักษณ์ของเราในที่สุด
JY.
เมื่อมองย้อนกลับไปถึงประสบการณ์ทั้งในและนอกระบบการศึกษา คุณคิดว่า
การศึกษาศิลปะในปัจจุบันควรมอบสิ่งใดให้กับคนรุ่นใหม่ เพื่อให้พวกเขาค้นพบ
ตัวตนของตนเอง
และพัฒนาแนวทางทางศิลปะเฉพาะด้านที่สามารถเติบโตไปสู่
ระดับนานาชาติได้?
SA.
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา
ดิฉันคิดว่าการศึกษาศิลปะในปัจจุบันไม่ควรจำกัด
อยู่เพียงการสอนให้ผู้เรียนวาดรูปเก่งหรือทำงานได้ถูกต้องตามหลัก แต่ควรเป็น
พื้นที่ที่เปิดโอกาสให้แต่ละคนได้ทดลอง ตั้งคำถาม
และค้นพบวิธีสื่อสารที่เป็น
ของตัวเอง
การเรียนในระบบมีความสำคัญ เพราะช่วยวางรากฐานเรื่องทักษะ ความรู้
องค์ประกอบ และกระบวนการคิด แต่สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การเรียนรู้นอก
ห้องเรียน การพบเห็นงานศิลปะที่หลากหลาย การพูดคุยกับศิลปิน การทดลอง
วัสดุใหม่ ๆ รวมถึงการเรียนรู้จากความผิดพลาดของตัวเอง เพราะบางครั้งตัวตน
ทางศิลปะไม่ได้เกิดขึ้นจากการทำตามคำแนะนำเพียงอย่างเดียว แต่อาจเกิดขึ้น
จากการลองทำสิ่งที่ยังไม่มีใครสอน หรือสิ่งที่เราเองก็ยังไม่แน่ใจว่าจะสำเร็จ
หรือไม่
ดิฉันอยากให้คนรุ่นใหม่มีโอกาสค้นหาความสนใจของตัวเองอย่างจริงจัง
โดยไม่
ต้องรีบตัดสินว่างานของตัวเองดีหรือไม่ดีตั้งแต่เริ่มต้น และไม่ควรกลัวที่จะ
เปลี่ยนแปลงวิธีทำงาน เพราะการเปลี่ยนวัสดุ เปลี่ยนเทคนิค หรือเริ่มต้นใหม่
ไม่ได้แปลว่าเราล้มเหลว แต่อาจเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาภาษาทางศิลปะให้
ชัดเจนขึ้น
ในขณะเดียวกัน ศิลปินรุ่นใหม่ควรได้รับการสนับสนุนให้เข้าใจทั้งด้านความคิด
สร้างสรรค์และด้านอาชีพ เช่น การนำเสนอผลงาน การสร้างแฟ้มผลงาน การ
สื่อสารกับแกลเลอรี การจัดการลิขสิทธิ์ การตั้งราคา
และการใช้สื่อดิจิทัลอย่าง
เหมาะสม
เพราะการเติบโตในระดับสากลไม่ได้เกิดจากผลงานที่ดีเพียงอย่างเดียว
แต่ต้องมีความสามารถในการสื่อสารตัวตนและทำให้ผู้คนจากต่างวัฒนธรรมเข้าใ
จ
สิ่งที่เราต้องการนำเสนอด้วย
ดิฉันเชื่อว่าศิลปะในประเทศไทยมีศักยภาพที่จะเติบโตในระดับนานาชาติได้
หาก
ศิลปินกล้าที่จะพัฒนาภาษาของตัวเองให้ชัดเจน และไม่พยายามสร้างงานเพียง
เพื่อให้เหมือนกระแสหรือให้ตรงกับความคาดหวังของตลาด สิ่งสำคัญคือการมี
รากฐานจากประสบการณ์ของตัวเอง แล้วนำมาพัฒนาให้ร่วมสมัยและสื่อสารได้
อย่างกว้างขวาง
สำหรับดิฉัน การศึกษาศิลปะที่ดีควรช่วยให้คนรุ่นใหม่ค้นพบว่า
“ตนเองมีอะไรจะ
สื่อสาร” และช่วยให้พวกเขามีทั้งทักษะ ความมั่นใจ
และความกล้าที่จะพูดสิ่งนั้น
ผ่านผลงานของตัวเองอย่างต่อเนื่อง เพราะเอกลักษณ์ไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียว
แต่
ค่อย ๆ เติบโตจากการลงมือทำ ทดลอง ล้มเหลว
และกลับมาทำงานอีกครั้งด้วย
ความเข้าใจที่ลึกซึ้งกว่าเดิม
Contact
Facebook: Sunisa Assawinrungroj
Instagram: Gie_Sunisa
WhatsApp: Gie_Sunisa
|